ชะมวง ต้านมะเร็งสรรพคุณทางยาเพียบ พร้อมขั้นตอนการขยายพันธุ์

0
4087
Loading...

ชะมวง ไม้ยืนต้นสูงประมาณ 15-20 เมตร พบมากในเขตภาคอีสาน เรือนยอดเป็นปุ่มรูปกรวยคว่ำ เปลือกสีน้ำตาลเทาเข้ม ใบอ่อนมีสีแดงอมเหลือง ใบแห้งสีน้ำตาลอ่อนแกมชมพู ดอก มีกลิ่นหอม แยกเพศ ใบมีรสเปรี้ยวจัด ผลสีส้ม ลักษณะค่อนข้างกลมคล้ายผลมังคุดผลแห้งสีดำ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 3 ซม. มีเมล็ดสีส้มฝังอยู่ในเนื้อผล

ประโยชน์ทางอาหาร

ใบชะมวงที่มีรสเปรี้ยวนี้ อุดมด้วยเบต้าแคโรทีน วิตามินบี 1 รวมทั้งแคลเซียม เหล็ก และฟอสฟอรัส เมื่อทานพร้อมเนื้อสัตว์จะทำให้ร่างกายสามารถนำสารอาหารเหล่านี้ไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่  นอกจากนี้วิตามินซีในใบชะมวงยังช่วยให้ดูดซึมเหล็กได้ดีขึ้น ซึ่งส่งผลให้ร่างกายมีเม็ดเลือดแดงมากพอที่จะลำเลียงออกซิเจนไปเลี้ยงเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกาย วิตามินซียังช่วยให้เส้นเลือดฝอยแข็งแรงไม่แตกง่าย ทำให้เหงือกแข็งแรง ไม่เป็นโรคเลือดออกตามไรฟัน

ใบอ่อนและยอดนำมาใช้แทนส้ม หรือกินกับลาบ ก้อย และยังใช้เป็นส่วนประกอบของผงนัวได้อีกด้วย ส่วนใบตากแห้งนำมาชงดื่มเหมือนชา เป็นยาบำรุงหัวใจ ทำให้การหมุนเวียนเลือดดีขึ้น

คุณค่าทางยา

1.ช่วยฟอกโลหิต (ผลอ่อน, ใบ) แก้โลหิต (ใบ)

2.ช่วยรักษาธาตุพิการ (ผล,ใบ,ดอก)

3.ราก ใบ และผลอ่อนมีรสเปรี้ยว เป็นยาแก้ไข้ แก้ไข้ตัวร้อน (ผลอ่อน, ใบ, ดอก, ราก)

4.ช่วยถอนพิษไข้ (ราก)

5.ช่วยแก้อาการร้อนในกระหายน้ำ (ราก)

6.ช่วยแก้อาการกระหายน้ำ (ผล, ใบ)

7.ช่วยแก้อาการไอ (ผล, ใบ) บ้างก็ว่าเนื้อไม้ช่วยแก้อาการไอได้เช่นกัน (เนื้อไม้)

8.ช่วยแก้เสมหะ กัดเสมหะ กัดฟอกเสมหะ (ผลอ่อน, ใบ, ดอก, ราก) เสมหะเป็นพิษ (ราก) ช่วยขับเสมหะ (เนื้อไม้)

9ใช้เป็นยาระบายท้อง (ผลอ่อน, ใบ, ดอก) ส่วนตำยาพื้นบ้านอีสานจะใช้รากชะมวง ผสมกับรากกำแพงเจ็ดชั้น รากตูมกาขาว และรากปอด่อน นำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาระบาย (ราก) บ้างก็ว่าเนื้อไม้มีสรรพคุณเป็นยาระบายเช่นกัน (เนื้อไม้)

10.ช่วยในการย่อยอาหาร (ดอก)

11.รากช่วยแก้บิด (ราก)หรือจะใช้ผลนำมาหั่นเป็นแว่นตากแห้ง ใช้ดินเป็นยาแก้บิดก็ได้เช่นกัน (ผล)

12.ใบชะมวงใช้ผสมกับยาชนิดอื่น ๆ ใช้ปรุงเป็นยาขับเลือดเสีย (ใบ)

13.ช่วยขับโลหิตระดูของสตรี (ใบ)

14.ช่วยแก้ดีพิการ (ดอก)

15.แก่นใช้ฝนหรือแช่กับน้ำดื่ม ช่วยแก้อาการเหน็บชา (แก่น)

การขยายพันธุ์

เพาะเมล็ด ทำได้ 2 วิธี

1.เลือกผลแก่เต็มที่ มีสีเหลืองอมส้ม แกะเปลือกออก เอาส่วนเนื้อของเมล็ดออกด้วยการนำไปคลุกกับทราย แล้วใช้มือขยี้บนตาข่ายสีเขียวจนเนื้อหลุด นำเมล็ดไปล้างให้สะอาด ผึ่งลมให้แห้งในที่ร่ฝ 7-15 วัน ไม่ควรตากแดด เพราะจะทำให้เมล็ดฝ่อ แล้วหว่านลงในแปลงโดยตรง นำทรายหรือแกลบดำกลบ ใช้ฟ่างแห้งหรือหญ้าคลุมทับเพื่อรักษาความชื้น รดน้ำทุกเช้า-เย็น เมล็ดจะงอกเป็นต้นกล้าภายใน 3 เดือน  เมื่อแตกใบแท้ 2-4 ใบ ย้ายลงถุงเพาะชำ ผสมหน้าดินหรือดินขุยไผ่ผสมแกลบดำ  เมื่อต้นกล้าอายุ 3-4 เดือน ต้นจะสูงประมาณ 6-10 นิ้ว ย้ายไปปลูกได้

2.เพาะเมล็ดในถุงโดยตรงทำให้เติบโตเร็ว  ไม่แคระแกร็น เพาะในถุงขนาด 2×6 นิ้ว เจาะรูระบายน้ำด้านข้างใส่ดินร่วนปนทราย หรือดินเหนียวและแกลบดำ 3:1 เก็บในเรือนเพาะชำ รดน้ำให้ชุ่ม แล้วฝังเมล็ดลงดิน รดน้ำทุกวัน 8-10 เดือน ย้ายไปปลูกได้

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here